สวัสดีครับ นานๆจะอัพเอนทรี่มีสาระสักครั้ง 
เนื่องจากสองสามสี่วัน[?]ที่แล้วผมเพิ่งย้อนไปอ่านพระธรรมเอสเธอร์ใหม่จนจบ จึงอยากสรุปเก็บไว้ครับ
 
พูดถึงเอสเธอร์ ก็นึกถึงเอสเธอร์จากทรินิตี้บลัดตลอดเลย (ไม่)ฮาา
 
พระธรรมนี้เกี่ยวกับราชินีชาวยิวแห่งเปอร์เซียที่เสี่ยงชีวิตเข้าช่วยพวกพ้องของตนเองครับ
อยู่ในพระคริสตธรรมคัมภีร์(ไบเบิล)ภาคพันธสัญญาเดิม
สำหรับคาทอลิกคือบทที่14
ส่วนโปรเตสแตนท์คือบทที่12
 
อ้อ เปอร์เซียในปัจจุบันก็คือประเทศอิหร่านนะครับ
 
เริ่มเลยแล้วกันเนาะ ~
มีส่วนผิดตรงไหนบอกได้นะครับ สำหรับการย่อสรุปเรื่องพวกนี้ผมยังเป็นมือใหม่อยู่ .v.ll
เมื่อก่อนเคยสรุปพระธรรมโยบแบบมั่วๆเมาๆมาแล้ว ย้อนกลับไปอ่านอีกที...อะไรของเราวะ 55 
 
 
พระธรรมนี้เรียกได้หลายแบบ หนังสือเอสเธอร์ คัมภีร์แห่งเอสเธอร์ ภาษาอังกฤษใช้ Book of Esther อักษรย่อของพระธรรมนี้คือ อสธ
 
 
พระธรรมเอสเธอร์ มีทั้งหมด 10 บท กล่าวถึง ปฏิภาณและความดีของ เอสเธอร์ และ โมรเดคัย ที่ช่วยชีวิตเชลยยิวที่เหลืออยู่ในเปอร์เซีย เอสเธอร์ ผู้เลอโฉม ธิดาของลุงของ (และธิดาบุญธรรม) โมรเดคัย ซึ่งได้ขึ้นเป็นราชินีของกษัตริย์ อาหสุเอรัส แห่งเปอร์เซีย และใช้ไหวพริบแก้ อุบายกวาดล้างยิวในอาณาจักร สำเร็จ ฮามานผู้ต้นคิดอุบายถูกประหาร และโมรเดคัยได้เป็นอัครมหาเสนาบดี
-/อันนี้ก็อปมาจากวิกิo<--<
 
 
ในรัชสมัยของกษัตริย์อาหสุเอรัต (เป็นกษัตริย์ผู้ทรงครอบครองตั้งแต่ประเทศอินเดียถึงประเทศเอธิโอเปีย เหนือหนึ่งร้อยยี่สิบเจ็ดมณฑลนั้น) เอสเธอร์และสาวงามนับร้อยคนพักอยู่ในวังเพื่อรอคอยการได้รับแต่งตั้งเป็นราชินีจากกษัตริย์อาหสุเอรัต ในที่สุดเอสเธอร์ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นราชินี 
ในระหว่างพิธีอภิเสกสมรสระหว่างเอสเธอร์และกษัตริย์อาหสุเอรัต มีชายชาวยิวคนหนึ่งไม่ได้รับเชิญเข้าร่วมพิธี เขาจึงนั่งฟังข่าวคราวต่างๆอยู่ตรงประตูของพระราชวัง ชายผู้นั้นคือโมเดรคัย เขาเป็นชาวยิว เอสเธอร์ก็เป็นชาวยิว ในดินแดนเปอร์เซีย นอกจากเขาแล้วไม่มีใครรู้ว่าเอสเธอร์เป็นชาวยิว
 
หลังจากพิธีอภิเสกสมรสได้ไม่นาน โมเดรคัยได้ยินคนสองคน(บิกธานาและเทเรช)คุยกันเรื่องการปองร้ายพระราชาเข้า เขารีบนำเรื่องนี้ไปบอกเอสเธอร์เพื่อให้ทูลพระราชา
พระราชาถามนางว่าใครเป็นคนได้ยิน นางตอบว่าโมเดรคัย เมื่อพิสูจน์เรื่องที่โมเดรคัยพูดทั้งหมดได้แล้วว่าเป็นความจริง สองคนนั้นจึงถูกตัดสินประหาร
โมเดรคัยทำความดีความชอบให้กษัตริย์ ชื่อของเขาและเหตุการณ์นั้นจึงได้รับการบันทึกลงพงศาวดาร
 
ไม่นานพระราชาได้แต่งตั้งฮามาน เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินคนใหม่ เขาจะมีศักดิ์ศรีมากกว่าใครๆ ผู้คนทั้งหลายต้องให้การเคารพเขาเช่นเดียวกับที่เคารพกษัตริย์ ฮามานรู้สึกทะนงตนเป็นอย่างมากเมื่อเห็นประชาชนทุกคนเคารพเขา
ยกเว้นโมเดรคัยซึ่งไม่ยอมเคารพ เพราะเขาเป็นชาวยิว เขาจะเคารพเพียงพระเจ้าเท่านั้น
เมื่อทราบเช่นนั้นฮามานจึงรู้สึกหมั่นไส้ไม่พอใจ เขาวางแผนแก้แค้นโมเดรคัยและชาวยิวทุกคน แลดูพาลเนอะ..
เขาไปทูลกษัตริย์ว่ามีชนชาติหนึ่งไม่ยอมเคารพเขา จึงขอลงโทษ กษัตริย์ตอบกลับมาว่าสามารถลงโทษได้ถ้าเห็นสมควร ให้นำแหวนตราของท่านประทับลงบนคำสั่งของเขา
 
ฮามานไม่รอช้า เขาให้คนเขียนกฤษฎีกาแจกจ่ายไปยังเจ้าเมืองทั้งหลายทุกมณฑลให้ฆ่าชาวยิวให้หมด
คำสั่งนั้นก็แจกจ่ายไปทั่วอาณาจักร ชาวยิวในอาณาจักรต่างพากันหลวดกลัว
เมื่อโมเดรคัยรู้ข่าวเขาก็โรยขี้เถ้าใส่ศีรษะตัวเองและแต่งกายไว้ทุกข์เพื่อแสดงถึงความเศร้าโศกของตน
เมื่อนางเอสเธอร์เห็นพฤติกรรมที่แปลกประหลายของเขาจึงสั่งขันทีให้ไปดูว่าเดิดอะไรขึ้น 
 
เมื่อทราบข่าวแล้ว โมเดรคัยฝากบอกให้นางไปทูลเรื่องนี้กับกษัตริย์ พระนางบอกว่าการเข้าเฝ้ากษัตริย์โดยไม่ได้รับอณุญาตินั้นมีโทษถึงตาย ไม่เว้นแม้แต่พระนางซึ่งไม่ได้รับอณุญาติเข้าเฝ้าพระองค์มาหลายสิบวันแล้ว
 
ขันทีจึงนำเรื่องนี้กลับไปบอกโมเดรคัย โมเดรคัยตอบว่า ข้าเข้าใจเรื่องนั้น แต่การที่พระนางได้เป็นราชินีนั้นอาจเป็นเพื่อไว้ช่วยพวกเราในยามวิกฤตอย่างนี้ก็ได้ 
เมื่อได้ยินดังนั้นแล้วนางจึงตัดสินใจไปเข้าเฝ้าพระราชา แม้การกระทำครั้งนี้อาจมีโทษถึงตายแต่นางเห็นแต่ชีวิตของพี่น้องร่วมชาติ และตระหนักว่านางผู้เดียวเท่านั้นที่อาจช่วยได้
พระราชางงกับการเข้าเฝ้าอย่างเร่งด้วนของนางเอสเธอร์ แต่ก็พอพระทัยกับความงามของเครื่องทรงของพระนาง จึงยื่นคทาให้เพื่อเป็นการอภัยโทษ = พระองค์ไม่ว่าอะไรนางนั้่นเอง
 
นางเอสเธอร์ทูลให้พระองค์และฮามานไปงานเลี้ยงที่ตำหนักของนาง พระองค์และฮามานก็รับคำเชิญไว้
 
ก่อนจะถึงวันที่จะไปงานเลี้ยงนั้นฮามานเอาเรื่องของโมเดรคัยไปบอกภรรยาของเขา
ภรรยาของเขาแนะนำว่าให้ทำตะแลงแกงเตรียมแขวนคอประหารพวกยิวได้เลย ฮามานจึงสั่งจัดทำทันทีและเก็บไว้ค่อยบอกพระราชาในวันพรุ่งนี้เช้า
 
แต่ในคืนนั้นพระราชานอนไม่หลับจึงเรียกให้อาลักษณ์มาอ่านหนังสือพงศาวดารถวาย เมื่ออ่านถึงเรื่องของโมเดรคัยพระองค์ทรงตระหนักว่าเขายังไม่ได้รับรางวัลเลย ขณะนั้นฮามานมาเ้ข้าเฝ้าพระองค์พอดี พระองค์จึงถามฮามานว่าท่านควรจะให้อะไรกับคนที่ท่านพอใจมากดี?
ฮามานคิดในใจว่าคนที่หมายถึงนั้นคงเป็นเขาแน่ๆ จึงตอบว่าให้เขาสวมฉลองพระองค์และนั่งบนหลังม้าทรง จากนั้นให้ขุนนางผู้ใหญ่ที่สุดป่าวประกาศไปตามถนนว่านี่คือผู้ที่พระราชาพอพระทัย
 
พระองค์เห็นด้วย จึงบอกฮามานว่าให้ทำอย่างนี้กับโมเดรคัย
ฮามานงงไปพักนึ่ง เขาทั้งโกรธทั้งอับอายที่ถูกบังคับให้ทำแบบนั้นกับโมเดรคัยที่เขาไม่ชอบ 
ทั้งที่สิ่งที่เขาทูลพระราชานั้นคือสิ่งที่เขาคิดว่าเขาจะเป็นคนได้รับ
 
เมื่อพิธีนั้นเสร็จสิ้นฮามันก็กลับบ้านไปอย่างอัยอายขายหน้า เขาเล่าเรื่องนี้ให้ครอบครัวฟัง
เขาคิดวิธีแก้แค้นได้แล้วเพราะพระราชาประทับคำสั่งอณุญาตให้ประหารชาวยิวได้ คำสั้งของพระองค์นั้นเปลี่ยนแปลงไม่ได้
ถึงเวลางานเลี้ยงพอดี เขาจึงออกไปงานเลี้ยงก่อนแล้วอย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง[?]
 
ในงานเลี้ยง
พระราชาบอกนางเอสเธอร์ว่านางกล้าเข้าเฝ้าพระองค์เพียงแค่ชวนมาที่นี่เท่านี้เองหรือ? นึกว่าจะมีเรื่องสำคัญอะไรจะบอกซะอีก
นางตอบว่ามีสิ นางจะทูลขอชีวิตของนางและประชาชนของนางที่ถูกปองร้าย พระองค์ถามว่าใครปองร้าย?
นางชี้ไปที่ฮามาน
 
พระองค์เพิ่งได้ทราบว่ามเหสีของพระองค์เป็นชาวยิว และฮามานล่อลวงให้พระองค์ประทับคำสั่งให้ประหารยิวทุกคน พระองค์ลุกจากโต๊ะเสวยด้วยความพิโรธ
ขณะนั้นฮามานก็ไปร้องขอชีวิตจากนางเอสเธอร์ แต่สายไปเสียแล้ว ข้าราชบริพารรู้ว่าฮามานต้องถูกประหารแน่ๆจึงนำผ้ามาคลุมศีรษะฮามาน
 
พระราชาทราบว่าฮามานสร้างตะแลงแกงขึ้นเพื่อหวังจะแขวนคอโมเดรคัย
จึงสั่งว่าให้ฮามานไปแขวนคอบนตะแลงแกงที่เขาสร้างนั้นแหละ
ส่วนนางเอสเธอร์จะได้รับทรัพย์สินทั้งหมดจากฮามานเป็นการปลอบขวัญ 
ภายหลังพระองค์รู้ว่าโมเดรคัยเป้นญาติของนาง จึงให้โมเดรคัยอยู่ในตำแหน่งของฮามานแทน
 
สองสามวันต่อมานางเข้าเฝ้าพระองค์อีกเพื่อดำเนินการขั้นต่อไป
นางบอกว่าถ้าพระองค์รักนางให้ยกเลิกคำสั่งนั้นเสีย แต่ตามกฏหมายของเปอรืเซียแล้วไม่มีใครยกเลิกคำสั่งที่ประทับตาแล้วได้ ไม่เว้นแม่แต่พระองค์เอง
พระองค์จึงออกคำสั่งใหม่ให้อณุญาติให้ชาวยิวทุกคนป้องกันตนเองได้หากถูกรังแก 
 
เจ้าเมืองทุกเมืองต่างได้รับข่าวนี้ พวกเขาคิดว่าในเมื่อพระองค์ทรงโปรดชาวยิวแล้วพวกเขาก็ควรจะทำดีต่อชาวยิวด้วย
 
ในวันที่13ของเดือน12 พวกชาวยิวทั่วอาณาจักรเปอรืเซียรวมตัวกันป้องกันศัตรูโดยมีพวกเจ้าเมืองให้ความช่วยเหลือ พวกเขาจึงกระทำการสำเร็จ
 
พระราชาออกคำสั่งอีกว่าในวันที่13ของเดือน12ทุกปีจะให้มีการฉลองที่ชาวยิวปลอดภัยจากศัตรู เป็นวันแห่งการชื่นชมยินดี มีการให้ของขวัญแก่กัน เรียกว่าเทศกาลปูริม
 
ทุกวันนี้ชาวยิวทั่วโลกยังคงเฉลิมฉลองเทศกาลนี้กันอยู่
 
 
------------------------------------------------------------------------
 
จบแล้วครับ ไม่มีภาพประกอบ ไม่ได้ยกข้อพระคัมภีร์หรือเขียนข้อคิดประกอบเพราะขี้เกียจแล้วล่ะ #นั่น
 
ถ้าใครอ่านจบแล้วเข้าใจผมจะดีใจมากๆเลยครับ tvT/
 
ถ้าข้อมูลผิดยังไงก็ทักท้วงได้นะครับ 
 
 
เจอกันเอนทรี่หน้าครับ ~
 

edit @ 5 Aug 2013 16:44:23 by 西 ▪ west

edit @ 5 Aug 2013 16:45:04 by 西 ▪ west

Comment

Comment:

Tweet